ตะคริว: สิ่งที่เรามักเข้าใจผิด ความจริง และวิธีรับมือ Cramping: The Misunderstanding, The Facts, And How To Manage It
- Pabhavin

- 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

คนส่วนใหญ่มักคิดว่า “ตะคริว” เกิดจากการที่ร่างกายขาดอิเล็กโทรไลต์
และผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เข้าใจไปเองว่า หลังจากปั่นจักรยานมาสองคลาส และในคลาสที่สาม ระหว่างที่กำลังสนุกกับคลาสจักรยานนั้นกล้ามเนื้อน่องซ้ายกระตุก อย่างแรง และบุ๋มยุบลงไป ความเจ็บวิ่งปวดวิ่งจากน่องซ้าย ไปทั่วทั้งขาและทำให้เรี่ยวแรงในการจะถีบ paddle ลดลงไปเหลือ 0 และนั่นคือ aha moment “น่าจะขาดอิเล็กโทรไลต์ แน่ๆ”
ความเชื่อนี้แพร่หลายราวกับโรคติดต่อ คนออกหรือไม่ออกกำลังกาย ก็ต่างเป็นเจ้าของความเชื่อนี้ราวกับได้มาฟรีๆตอนเกิด
ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่ง นักฟุตบอล นักเทนนิส หรือนักปั่นจักรยาน เมื่อมีใครสักคนเป็นตะคริวกลางการซ้อมหรือการแข่งขัน คำแนะนำแรกที่มักลอยมาเสมอคือ ดื่มน้ำเพิ่ม กินเกลือ เติมเกลือแร่ หรือกินกล้วยสักลูก
บางครั้งคำแนะนำเหล่านี้ก็ช่วยได้แต่ปัญหาคือ แล้วถ้ามันไม่ได้ช่วยในทุกๆครั้งที่เป็นตะคริวล่ะ? และการตะคริวขึ้นระหว่างปั่นจักรยานครั้งนั้นก็ยังเป็นเรื่องคาใจมาเรื่อยๆ
วันนี้เราเลยอาสาจะพามาทำความรู้จักกับตะคริวที่เกิดจากการออกกำลังกาย หรือที่เรียกว่า
Exercise-Associated Muscle Cramping — EAMC — มีความซับซ้อนกว่าการขาดโซเดียม โพแทสเซียม หรือแมกนีเซียมเพียงอย่างเดียว
ในหลายกรณี ตะคริวไม่ได้เกิดจากปัญหาเกลือแร่ทั้งระบบของร่างกาย แต่เกิดจาก “กล้ามเนื้อเฉพาะจุด” ที่ถูกใช้งานจนถึงขีดจำกัดของมัน
พูดให้ง่ายขึ้นคือ
เกลือแร่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องแต่ความล้าของกล้ามเนื้อเฉพาะจุด หรือ localized fatigue มักเป็นตัวจุดชนวนสำคัญ
ตะคริวจากการออกกำลังกายมักเกิดขึ้นระหว่าง หรือไม่นานหลังการออกแรง มันคือการหดเกร็งของกล้ามเนื้อแบบเฉียบพลัน เจ็บ และควบคุมไม่ได้ จุดที่พบได้บ่อยคือ น่อง แฮมสตริง ต้นขาด้านหน้า และฝ่าเท้า
และที่น่าสนใจคือ กล้ามเนื้อที่เป็นตะคริวมักเป็นกล้ามเนื้อที่กำลังทำงานหนักที่สุด
พูดง่ายๆคือ
ถ้าตะคริวเกิดจากการขาดเกลือแร่เพียงอย่างเดียว เราอาจคาดหวังว่าจะเห็นอาการเกิดขึ้นแบบกระจายทั่วร่างกายมากกว่า แต่ในความเป็นจริง ตะคริวจากการออกกำลังกายส่วนใหญ่มักเกิดเฉพาะจุด
นักวิ่งเป็นที่น่องสปรินเตอร์เป็นที่แฮมสตริง นักปั่นเป็นที่ต้นขา นักเทนนิสเป็นที่น่องหรือฝ่าเท้า
ภาพเหล่านี้ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “ความล้าเฉพาะจุด” อาจเป็นกลไกหลักมากกว่า
เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานหนักเกินไป หรือเหนื่อยล้าจนเกินขีดความพร้อม กล้ามเนื้อนั้นไร้ปากเสียงและไม่เคยคิดจะตะโกนบอกอะไรเรา จนกระทั่งระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่ปกติทำงานอย่างสมดุลอาจเริ่มเสียจังหวะ สัญญาณที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อหดตัวมีมากขึ้น ขณะที่สัญญาณที่ช่วยยับยั้งการหดตัวลดลง
ผลลัพธ์คือ กล้ามเนื้อมีแนวโน้มจะ “ยิงสัญญาณผิดจังหวะ” จนหดเกร็งค้าง และกลายเป็นตะคริว นี่คือเหตุผลว่าทำไมตะคริวมักเกิดช่วงท้ายของการแข่งขัน หลังจากกล้ามเนื้อผ่านการหดตัวซ้ำ ๆ ด้วยแรงสูง หลังจากออกตัวแรงเกินไป ใช้ pace ที่ไม่คุ้นเคย หรืออยู่ในสภาพอากาศที่ไม่คุ้นเคยเป็นเวลานาน เช่นอาจจะร้อน หรือเย็นเกินสภาพอากาศที่เคยซ้อมมา
กล้ามเนื้อไม่ได้อยากหดเกร็งแบบไร้การควบคุมจนเราเจ็บหรอก มันแค่ถูกใช้หนักเกินกว่า ที่เคยซ้อมมา แน่นอนว่านี่ไม่ได้แปลว่า น้ำและเกลือแร่ไม่สำคัญ
ในกิจกรรมที่ยาวนาน อากาศร้อน คนที่เหงื่อออกมาก หรือคนที่เติมพลังงานไม่ดีพอ การสูญเสียน้ำและโซเดียมสามารถเพิ่มความเครียดให้ระบบร่างกายได้ และอาจทำให้กล้ามเนื้อ “เป็นตะคริวง่ายขึ้น”
แต่โดยมากแล้ว น้ำและเกลือแร่เป็นเพียง sub set เรื่องราวที่เรียกว่า ตะคริว แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด
โมเดลที่ดีกว่าในการทำความเข้าใจ ตะคริวคือ
ความล้าทั้งระบบ (systematic fatigue) ทำให้ร่างกายเปราะบาง
ความล้าเฉพาะจุด (localized fatigue) คือสิ่งที่จุดตะคริวให้เกิดขึ้นจริง
ความล้าทั้งระบบคือสิ่งที่กระทบทั้งร่างกาย เช่น ความร้อน การขาดน้ำ การนอนน้อย การเติมคาร์โบไฮเดรตไม่พอ ความล้าสะสมจากการซ้อม หรือภาระต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
แต่ความล้าเฉพาะจุดคือความล้าที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อมัดนั้นโดยตรง มัดที่ท้ายที่สุดแล้วเกิดตะคริวขึ้นมา กล้ามเนื้อมัดนั้นอาจยังไม่มีความแข็งแรงพอยังไม่มี endurance พอยังไม่คุ้นกับมุมการเคลื่อนไหวบางช่วงหรือยังมี training volume ที่ห่างไกล จาก volume ที่ต้องเจอในวันแข่ง
เพราะฉะนั้น วิธีรับมือกับตะคริวที่ดีจึงไม่ใช่แค่ “ดื่มเกลือแร่เพิ่ม”
แต่ควรมองเป็น 3 ชั้น ได้แก่
การจัดการเฉียบพลัน
การป้องกัน
การสร้างความพร้อมระยะยาว
เมื่อเป็นตะคริว สิ่งแรกที่ควรทำคือหยุดหรือลดความหนักของกิจกรรมลงก่อน จากนั้นค่อย ๆ ยืดกล้ามเนื้อมัดที่เป็นอย่างอ่อนโยน การยืดแบบ passive stretching เป็นหนึ่งในวิธีที่ใช้ได้ผลค่อนข้างสม่ำเสมอ เพราะมันช่วยเพิ่มสัญญาณยับยั้งกลับไปยังกล้ามเนื้อ และช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว หลังจากตะคริวคลายลง ให้ลด pace และปรับ intensity เพื่อลดภาระต่อกล้ามเนื้อมัดนั้นๆ ไม่ให้กลับไปหดเกร็งอีก
ในแง่การป้องกัน
นักกีฬาควรมองให้ไกลกว่าอาหารเสริม แผนป้องกันตะคริวที่ดีควรประกอบด้วย
1.การเพิ่ม training load อย่างค่อยเป็นค่อยไป การฝึกที่เฉพาะกับกีฬานั้น ๆ การเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อที่มักเป็นตะคริว
2.การฝึก endurance ภายใต้ความล้าที่ใกล้เคียงสถานการณ์จริง
3.การซ้อม pacing การปรับตัวต่อความร้อน
4.การกินคาร์โบไฮเดรตให้เพียงพอ
5.การวางแผนน้ำและโซเดียมอย่างเหมาะสม
6.รวมถึงการนอนและการฟื้นตัวที่ดี
ถ้ากล้ามเนื้อมัดเดิมเป็นตะคริวซ้ำ ๆ เราอาจจะต้องเพิ่ม การ training สำหรับกล้ามเนื้อกลุ่มนั้นๆปรับ pacing ที่ฉลาดขึ้นหรือการได้ซ้อมใน intensity ที่ใกล้กับวันจริงมากขึ้น
เกลือแร่ยังคงมีที่ทางของมัน โดยเฉพาะในกิจกรรมที่ยาวนาน หรือสภาพอากาศร้อน แต่เกลือแร่เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถหยุดตะคริว
ที่จะมาทำให้ระยะห่างระหว่างคุณกับเส้นชัยไกลกว่าเดิม





















ความคิดเห็น